วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วันที่ 12 พัฒนามิตรภาพกับพระเจ้า

พระองค์หยิบยื่นมิตรภาพของพระองค์แก่คนเที่ยงธรรม
สุภาษิต 3:32 (NLT)

จงเข้าใกล้พระเจ้าและพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน
ยากอบ 4:8

คุณสามารถใกล้ชิดพระเจ้ามากเท่าที่คุณต้องการ

เช่นเดียวกับมิตรภาพทุกรูปแบบ คุณต้องลงแรงเพื่อพัฒนามิตรภาพของคุณกับพระเจ้า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ต้องอาศัยทั้งความปราถนา เวลา และพลังงาน ถ้าคุณต้องการให้สายสัมพันธ์กับพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น สนิทสนมมากขึ้น คุณต้องฝึกทูลความรู้สึกที่แท้จริงของคุณกับพระองค์ วางใจพระองค์เมื่อพระองค์ตรัสให้คุณทำบางอย่าง เรียนรู้ที่จะใส่ใจสิ่งที่พระองค์ทรงใส่พระทัย และปราถนามิตรภาพของพระองค์เหนือกว่าสิ่งใด

ฉันต้องเลือกที่จะเปิดเผยกับพระเจ้า ขั้นตอนแรกแห่งมิตรภาพที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระเจ้า คือการเปิดเผยทุกสิ่ง ทั้งที่เกี่ยวกับความผิดและความรู้สึกของคุณ พระเจ้ามิได้คาดหวังว่าคุณต้องดีสมบูรณ์แบบ แต่พระองค์ทรงยืนกรานว่าคุณต้องเปิดเผยทุกสิ่ง ไม่มีสหายของพระเจ้าสักคนเดียวในพระคัมภีร์ที่ดีสมบูรณ์แบบ ถ้าความดีสมบูรณ์แบบเป็นเงื่อนไขสำหรับมิตรภาพกับพระเจ้า เราคงไม่มีวันเป็นสหายของพระองค์ได้ แต่เพราะพระคุณของพระเจ้า พระเยซูจึงทรงเป็น "เพื่อนของบรรดาคนบาป" (มัทธิว 11:19)

ในพระคัมภีร์ บรรดาสหายของพระเจ้าเปิดเผยความรู้สึกของพวกเขา บ่อยครั้งเขาบ่น วิจารณ์ กล่าวหา และโต้แย้งกับพระผู้สร้าง แต่ดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ทรงขุ่นเคืองต่อความตรงไปตรงมาแบบนี้ ที่จริงพระองค์กลับส่งเสริมด้วยซ้ำ

พระเจ้าทรงปล่อยให้อับราฮัมตั้งคำถามและท้าทายพระองค์เรื่องการทำลายเมืองโสโดม อับราฮัมเซ้าซี้พระเจ้าเรื่องที่ว่าทำอย่างไรถึงจะงดเว้นการลงโทษเมืองนั้นได้ โดยต่อรองพระเจ้าจากคนชอบธรรมห้าสิบคนเหลือเพียงสิบคน

พระเจ้ายังทรงอดทนฟังข้อกล่าวหามากมายของดาวิด เรื่องความไม่ยุติธรรม การทรยศ และการถูกทอดทิ้ง พระเจ้ามิได้ประหารเยเรมีย์เมื่อท่านกล่าวหาว่าพระเจ้าล่อลวงท่าน โยบได้รับอนุญาตให้ระบายความขมขื่นของท่านระหว่างการทดสอบที่แสนทุกข์ทรมาน และในที่สุดพระเจ้าก็ทรงกล่าวรับรองโยบเพราะว่าท่านเปิดเผย และพระองค์ทรงตำหนิสหายของโยบที่ไม่จริงใจ พระเจ้าตรัสบอกพวกเขาว่า "พวกเจ้ามิได้จริงใจทั้งต่อเรา หรือในเรื่องที่เกี่ยวกับเรา ไม่เหมือนกับที่โยบสหายของเราจริงใจ… โยบสหายของเราจะอธิษฐานเพื่อพวกเจ้า และเรายอมรับคำอธิษฐานของเขา" (โยบ 42:7 Msg)

มีตัวอย่างที่น่าตกใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับมิตรภาพที่ตรงไปตรงมานี้ (อพยพ 33:1-17) พระเจ้าทรงแสดงออกชัดเจนถึงความสะอิดสะเอียนสุดขีดของพระองค์ต่อการไม่เชื่อฟังของคนอิสลาเอล พระองค์ตรัสบอกโมเสสว่า พระองค์จะรักษาพระสัญญาของพระองค์ที่จะประทานแผ่นดินที่ทรงสัญญาไว้แก่คนอิสลาเอล แต่พระองค์จะไม่เดินทางไปในทะเลทรายกับพวกเขาอีกแม้แต่ก้าวเดียว พระเจ้าทรงเบื่อหน่าย และพระองค์ทรงเปิดเผยให้โมเสสรู้ว่า จริง ๆ แล้วพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไร

โมเสสพูดในฐานะ "สหาย" ของพระเจ้า ท่านตอบสนองด้วยความตรงไปตรงมาไม่แพ้กัน "ดูเถิด พระองค์ตรัสบอกให้ข้าพระองค์นำคนเหล่านี้ แต่พระองค์ไม่ให้ข้าพระองค์ทราบว่าจะส่งใครไปกับข้าพระองค์… ถ้าข้าพระองค์พิเศษมากสำหรับพระองค์ ก็ขอให้ข้าพระองค์ร่วมอยู่ในแผนการของพระองค์… ขอทรงอย่าลืมว่า นี่เป็นประชากรของพระองค์ความรับผิดชอบของพระองค์… ถ้าพระองค์ไม่นำพวกเราโดยที่ทรงสถิตอยู่ด้วย ก็ขอทรงยกเลิกการเดินทางนี้เสียเดี๋ยวนี้เถิด ไม่อย่างนั้นข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า พระองค์จะทรงเดินทางไปกับเราหรือไม่… พระเจ้าตรัสแก่โมเสสว่า "เอาล่ะ เราจะทำอย่างที่เจ้าพูด เพราะเรารู้จักเจ้าดี และเจ้าพิเศษสำหรับเรา" (อพยพ 33:12-17 Msg)

พระเจ้าสามารถรับได้ไหมถ้าคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนั้น หรือเปิดเผยแบบหมดเปลือกได้แน่นอน มิตรภาพแท้นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเปิดเผย สิ่งที่ดูเหมือนบังอาจพระเจ้าทรงเห็นว่าเป็นคำพูดจากใจจริง พระเจ้าทรงฟังคำพูดด้วยอารมณ์ของบรรดาสหายของพระองค์ พระองค์ทรงเบื่อคำซ้ำซากตามสูตรและเคร่งศาสนา ถ้าคุณจะเป็นสหายของพระเจ้า คุณก็ต้องเปิดเผยต่อพระเจ้า บอกความรู้สึกที่แท้จริงของคุณ ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณควรจะรู้สึก หรือควรจะพูด

คุณคงจะต้องสารภาพว่าคุณแอบโกรธและขุ่นเคืองต่อพระเจ้าในบางเรื่อง คุณรู้สึกว่าถูกหลอกหรือรู้สึกผิดหวัง จนกว่าเราจะโตพอที่จะเข้าใจว่า พระเจ้าทรงใช้ทุกสิ่งเพื่อผลดีในชีวิตของเรา เราก็ยังซ่อนความขุ่นเคืองต่อพระเจ้าในเรื่องรูปร่างหน้าตา ภูมิหลัง คำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ ความเจ็บปวดในอดีต และสิ่งอื่นที่เราคงจะเปลี่ยนถ้าเราเป็นพระเจ้า มนุษย์มักโทษพระเจ้าในเรื่องความเจ็บปวดที่คนอื่นทำ สิ่งนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่วิลเลี่ยม แบคคัสเรียกว่า "รอยร้าวที่คุณซ้อนไว้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า"

ความขมขื่นใจเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อมิตรภาพกับพระเจ้า ผมจะอยากเป็นสหายของพระเจ้าไปทำไมถ้าพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดเรื่องนี้ แน่นอน ยารักษาคือการรู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณเสมอ แม้แต่ในเวลาที่มันเจ็บปวดและคุณไม่เข้าใจ แต่การระบายความขุ่นเคืองและเปิดเผยความรู้สึกของคุณคือก้าวแรกของการบำบัดรักษา เช่นเดียวกับที่คนจำนวนมากในพระคัมภีร์ได้ทำ ขอให้คุณบอกพระเจ้าตรง ๆ ว่าคุณรู้สึกอย่างไร (โยบ 7:17-21; สดุดี 83:13; เยเรมีย์ 20:7; รูธ 1:20)

เพื่อบอกเราถึงการเปิดเผยอย่างไม่เสแสร้ง พระเจ้าจึงประทานพระธรรมสดุดี หนังสือคู่มือนมัสการที่เต็มไปด้วยคำพูดโผงผาง การตีโพยตีพาย ความสงสัย ความกลัว ความขุ่นเคือง และความรู้สึกลึก ๆ ผสมกับการขอบพระคุณ คำสรรเสริญ และถ้อยคำแสดงความเชื่อ อารมณ์ทุกชนิดถูกจัดแสดงไว้ในพระธรรมสดุดี เมื่อคุณอ่านคำสารภาพด้วยอารมณ์ของดาวิดและคนอื่น ๆ ก็ขอให้รู้ว่า นั่นคือลักษณ์ที่พระเจ้าต้องการให้คุณนมัสการพระองค์คือ ไม่เก็บซ่อนสิ่งที่คุณรู้สึก คุณสามารถอธิษฐานเหมือนดาวิดว่า "ข้าพเจ้าหลั่งคำคร่ำครวญของข้าพเจ้าออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ ข้าพเจ้าทูลเรื่องความลำบากยากเย็นของข้าพเจ้าออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ เมื่อใจของข้าพระองค์อ่อนระอา" (สดุดี 142:2-3)

เป็นเรื่องที่หนุนใจเมื่อรู้ว่า สหายสนิทของพระเจ้าทุกคน ไม่ว่า โมเสส ดาวิด อับราฮัม โยบ หรือคนอื่น ๆ ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความสงสัย แต่แทนที่จะเก็บซ่อนความผิดของพวกเขาด้วยคำพูดแบบเคร่งศาสนา พวกเขากลับพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาตรง ๆ และเปิดเผย บางครั้งการแสดงออกถึงความสงสัยก็เป็นก้าวแรกสู่ความสนิทสนมกับพระเจ้า

ฉันต้องเลือกเชื้อฟังพระเจ้าด้วยความเชื่อ ทุกครั้งที่คุณวางใจพระปัญญาของพระเจ้าและทำสิ่งที่พระองค์ตรัส แม้ว่าคุณไม่เข้าใจ คุณก็กำลังให้มิตรภาพกับพระเจ้าลึกซึ้งมากขึ้น เรามักจะไม่คิดว่าการเชื่อฟังเป็นส่วนประกอบของมิตรภาพ มันน่าจะสงวนไว้สำหรับความสัมพันธ์กับพ่อแม่ หรือเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงกว่า ไม่ใช่กับเพื่อน แต่พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่า การเชื่อฟังเป็นเงื่อนไขของความสนิทสนมกับพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า "ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา" (ยอห์น 15:14)

ในบทที่แล้ว ผมได้ชี้ให้เห็นว่าคำที่พระเยซูทรงใช้เมื่อพระองค์ทรงเรียกเราว่า "สหาย" นั้นสามารถหมายถึง "พระสหายของพระราชา" ในราชสำนัก แม้ว่าสหายสนิทเหล่านี้จะมีสิทธิพิเศษหลายอย่าง แต่พวกเขาก็ยังอยู่ใต้พระราชา และต้องเชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์ เราเป็นสหายของพระเจ้า แต่เราไม่ได้เท่าเทียบกับพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่เรารักและเราติดตามพระองค์

เราเชื่อฟังพระเจ้าไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ หรือเพราะความกลัว หรือเพราะถูกบังคับแต่เพราะเรารักพระองค์ และวางใจว่าพระองค์ทรงทราบว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา เราอยากติดตามพระคริสต์เพราะความกตัญญูต่อทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อเรา และยิ่งเราติดตามพระองค์ใกล้ชิดเท่าไร มิตรภาพของเราก็ยิ่งลึกซึ้งมากเท่านั้น

คนที่ไม่เชื่อมักจะคิดว่าคริสเตียนเชื่อฟังเพราะถูกบังคับ หรือเพราะรู้สึกผิด หรือกลัวถูกลงโทษ แต่ความจริงตรงกันข้าม เพราะว่าได้รับการยกโทษและเป็นอิสระ เราจึงเชื่อฟังด้วยความรัก และการเชื่อฟังก็ทำให้เราชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง พระเยซูตรัสว่า "พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดาและยึดมั่นอยู่ในความรักพระองค์ นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่านและให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม" (ยอห์น 15:9-11)

สังเกตว่า พระเยซูทรงคาดหวังให้เราทำเฉพาะสิ่งที่พระองค์ทรงทำต่อพระบิดาเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระบิดาเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์เรากับพระองค์ พระเยซูทรงทำทุกสิ่งที่พระบิดาทรงขอให้พระองค์ทำ ทั้งนี้เพราะความรัก

มิตรภาพแท้ไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ แต่เป็นการกระทำ เมื่อพระเยซูทรงขอให้เรารักคนอื่น ช่วยคนขัดสน แบ่งบันสิ่งของ รักษาชีวิตของเราให้บริสุทธิ์ ยกโทษ และนำคนอื่นมาหาพระองค์ ความรักก็กระตุ้นให้เราเชื่อฟังทันที

เรามักจะถูกท้าทายให้ทำ "สิ่งยิ่งใหญ่" เพื่อพระเจ้า แต่ที่จริง พระเจ้าทรงพอพระทัยมากกว่าเมื่อเราทำสิ่งเล็กน้อยเพื่อพระองค์เป็นการเชื่อฟังด้วยความรัก สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีใครเห็น แต่พระเจ้าทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ ทรงถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงออกของการนมัสการ

โอกาสใหญ่ ๆ อาจจะมาถึงแค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่โอกาสเล็ก ๆ ห้อมล้อมเราอยู่ทุก ๆ วัน แม้แต่การกระทำเรียบง่ายอย่างการพูดความจริง การมีเมตตา และการให้กำลังใจคนอื่นก็สามารถนำรอยยิ้มมาสู่พระพักตร์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงชื่นชมการกระทำเรียบง่ายที่เป็นการเชื่อฟัง ยิ่งกว่าคำอธิษฐาน การสรรเสริญ และการถวายของเรา พระคัมภีร์บอกเราว่า "พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชามากกว่าการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา" (1 ซามูเอล 15:22)

พระเยซูทรงเริ่มต้นทำพันธกิจสาธารณะเมื่อพระชนมายุสามสิบปี โดยการรับบัพติศมาจากยอห์น ในเวลานั้นพระบิดาตรัสจากฟ้าว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก" (มัทธิว 3:17) แล้วพระเยซูทำอะไรตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้พระเจ้าชอบพระทัยถึงเพียงนี้ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับช่วงเวลาหลายปีที่เป็นความลับนี้ยกเว้นวลีเดียวในลูกา 2:51 "แล้วพระกุมารก็ลงไปกับบิดามารดายังเมืองนาซาเร็ธ และยอมเชื่อฟังทั้งสอง" (2002) สามสิบปีที่พระองค์ทำให้พระเจ้าพอพระทัยสรุปได้ด้วยคำว่า "ยอมเชื่อฟัง"

ฉันต้องเลือกให้คุณค่าแก่สิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่า นี่คือสิ่งที่เพื่อนเขาทำกัน คือ สนใจสิ่งที่สำคัญสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งคุณเป็นสหายที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากเท่าไร คุณก็จะยิ่งใส่ใจสิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยมากเท่านั้น รวมทั้งโศกเศร้าในสิ่งที่พระองค์ทรงโศกเศร้า และยินดีในสิ่งที่พระองค์ชอบพระทัย

เปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ แผนการของพระเจ้าคือแผนการของท่านและความปราถนาของพระเจ้าก็คือความปราถนาของท่าน "เพราะว่าข้าพเจ้าหวงแหนท่านอย่างที่พระเจ้าทรงหวงแหน" (2 โครินธ์ 11:2) ดาวิดก็รู้สึกอย่างเดียวกัน "ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์ได้ท่วมท้นข้าพระองค์ และคำเยาะเย้ยของบรรดาผู้ที่เยาะเย้ยพระองค์ตกแก่ข้าพระองค์" (สดุดี 69:9)

พระเจ้าทรงห่วงใยสิ่งใดมากที่สุด ก็คือการไถ่ประชากรของพระองค์ พระองค์ต้องการให้ลูก ๆ ที่หลงหายได้กลับบ้าน นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูเสด็จมายังโลกนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับพระทัยของพระเจ้าคือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูพระบุตรของพระองค์ สิ่งที่มีค่าอันดับสองคือ เมื่อลูก ๆ ของพระองค์บอกข่าวนั้นแก่คนอื่น ถ้าจะเป็นสหายกับพระเจ้า คุณจะต้องสนใจคนรอบข้างทุกคน พวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าทรงสนพระทัย เพื่อนของพระเจ้าย่อมจะบอกเรื่องพระเจ้าให้เพื่อนของเขาฟัง

ฉันต้องปราถนามิตรภาพกับพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด พระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยตัวอย่างของความปราถนาแบบนี้ ดาวิดปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะรู้จักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ท่านใช้คำอย่างเช่น ปราถนา ถวิลหา กระหาย หิว ท่านต้องการพระเจ้า ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอคือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อจะดูความงามของพระเจ้าและเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ในพระวิหารของพระองค์" (สดุดี 27:4) ในสดุดีอีกบทหนึ่งท่านกล่าวว่า "ความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต" (สดุดี 63:3)

ยาโคบปราถนาพระพรของพระเจ้ามากเสียจนท่านทนปล้ำสู้บนดินกับพระเจ้าตลอดทั้งคืน ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า" (ปฐมกาล 32:26) ส่วนที่น่าอัศจรรย์ในเรื่องนี้คือ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยอมให้ยาโคบชนะ พระเจ้าไม่ทรงขุ่นเคืองเมื่อเรา "ปล้ำสู้" กับพระองค์ เพราะว่าการปล้ำสู้ต้องมีการสัมผัสแบบเป็นส่วนตัว และนำเราใกล้ชิดกับพระองค์ มันยังเป็นกิจกรรมที่มุ่งมั่นจริงจัง และพระเจ้าทรงพอพระทัยเมื่อเราจริงจังกับพระองค์

เปาโลเป็นอีกคนหนึ่งที่จริงจังต่อมิตรภาพกับพระเจ้า ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่านี้ มันคือสิ่งสำคัญอันดับแรกและเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตท่าน รวมทั้งเป็นสิ่งที่ท่านจดจ่อความสนใจทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงใช้เปาโลอย่างยิ่งใหญ่มาก พระคัมภีร์ฉบับ Amplified (ขยายความ) แปลความร้อนรนของเปาโลไว้ว่า "จุดมุ่งหมายแน่วแน่ของข้าพเจ้าคือ ที่ข้าพเจ้าจะรู้จักพระองค์ ที่ข้าพเจ้าจะคุ้นเคยกับพระองค์อย่างลึกซึ้งและแนบแน่ยิ่งขึ้น ทั้งจะได้เห็นความอัศจรรย์ในพระองค์อย่างแน่ชัดยิ่งขึ้น ๆ" (ฟีลิปปี 3:10 Amp)

ความเจ็บปวดเป็นเชื้อเพลิงสำหรับความปราถนาอันแรงกล้า มันให้พลังงานแก่เราด้วยความรู้สึกเข้มข้นที่อยากจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งตามปกติเราจะไม่รู้สึกเช่นนั้น ซี. เอส. ลุยส์ กล่าวว่า "ความเจ็บปวดเป็นลำโพงของพระเจ้า" มันเป็นวิธีของพระเจ้าในการกระตุ้นเราจากความเฉื่อยชาฝ่ายวิญญาณ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณไม่ใช่การลงโทษ แต่มันเป็นเสียงปลุกจากพระเจ้าผู้ทรงรัก พระเจ้าไม่ได้ทรงพระพิโรธต่อคุณแต่พระองค์ทรงพิโรธต่อสิ่งที่เกี่ยวกับคุณ และพระองค์จะทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อนำคุณกลับมาสามัคคีธรรมกับพระองค์ แต่ก็มีทางที่ง่ายกว่านั้นในการจุดประกายความปราถนาร้อนรนต่อพระเจ้าอีกครั้งคือ เริ่มขอพระเจ้าให้ประทานความปราถนานั้นแก่คุณ และเพียรขอต่อไปจนกว่าคุณจะได้รับ จงอธิษฐานตลอดทั้งวันว่า "พระเยซูที่รัก ข้าพระองค์ต้องการรู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้งมากกว่าอยากได้สิ่งอื่นใด" พระเจ้าทรงบอกเชลยในบาบิโลนว่า "เมื่อเจ้าจริงจังในการแสวงหาเรา และปราถนาที่จะพบเรามากกว่าสิ่งอื่นใด เราจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน" (เยเรมีย์ 29:13 Msg)

ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของคุณ

ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลย ที่จะสำคัญยิ่งกว่าการพัฒนามิตรภาพกับพระเจ้า เพราะนี่คือความสัมพันธ์ที่จะคงอยู่ตลอดไป เปาโลบอกทิโมธีว่า "คนเหล่านี้บางคนได้พลาดจากสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า" (ทิโมธี 6:21 LB) คุณพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปหรือเปล่า คุณสามารถทำบางสิ่งได้เดี๋ยวนี้ โปรดจำไว้ว่านี้คือการเลือกของคุณ คุณสามารถใกล้ชิดกับพระเจ้าได้เท่าที่คุณต้องการ

วันที่ 12 คิดถึงวัตถุประสงค์ของฉัน

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ: ฉันสามารถใกล้ชิดพระเจ้าได้มากเท่าที่ฉันต้องการ

ข้อพระคัมภีร์สำหรับท่องจำ: "จงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน" ยากอบ 4:8

คำถามสำหรับการพิจารณา: ฉันสามารถเลือกทำสิ่งใดได้บ้างในวันนี้เพื่อจะใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น