วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วันที่ 3 อะไรขับเคลื่อนชีวิตคุณ

ข้าพเจ้ายังทราบด้วยว่า เหตุใดผู้คนจึงทำงานหนัก เพื่อจะประสบความสำเร็จ เป็นเพราะว่าเขาอิจฉา อยากมีสิ่งต่าง ๆ เหมือนเพื่อนบ้าน
ปัญญาจารย์ 4:4 (ประชานิยม)

บุคคลที่ปราศจากวัตถุประสงค์ก็เหมือนเรือ ที่ไม่มีหางเสือ - เด็กเร่ร่อน สิ่งที่ไร้ค่า ไม่ใช่คน
โธมัส คาร์ไลล์

ชีวิตของทุกคนขับเคลื่อนไปโดยบางสิ่งบางอย่าง

พจนานุกรมส่วนใหญ่ให้ความหมายคำกริยา ขับเคลื่อน ในภาษาอังกฤษ (drive) ว่าเป็น "การนำ ควบคุม หรือกำหนดทิศทาง" ไม่ว่าคุณจะขับรถ ตอกตะปู หรือตีกอล์ฟ (ภาษาอังกฤษใช้กริยาเดียวกันคือ drive) ในเวลานั้นคุณกำลังนำ ควบคุม และกำหนดทิศทาง แล้วอะไรคือพลังขับเคลื่อนในชีวิตของคุณ

ตอนนี้คุณอาจจะขับเคลื่อนไปด้วยปัญหา ความกดดัน หรือกำหนดเส้นตาย หรือสิ่งที่ขับเคลื่อนคุณอาจเป็นความทรงจำอันเจ็บปวด ความกลัวที่คอยหลอกหลอน หรือความเชื่อที่อยู่ในจิตสำนึก มีสถานการณ์ ค่านิยม และอารมณ์ความรู้สึกนับร้อย ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนชีวิตคุณได้ และแรงขับเคลื่อนห้าประการต่อไปนี้ คือสิ่งที่พบบ่อยที่สุด

คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรู้สึกผิด พวกเขาใช้ทั้งชีวิตวิ่งหนีความเสียใจ และปกปิดความอายไว้ คนที่ถูกความรู้สึกผิดผลักดันจะถูกความทรงจำควบคุม เขายินยอมให้อดีตบงการอนาคต และมักจะลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัวด้วยการทำลายโอกาสความสำเร็จของตนเอง เมื่อคาอินทำบาป ความผิดนั้นได้ทำให้เขาถูกตัดขาดจากพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า "เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก" (ปฐมกาล 4:12) ข้อความน้ีบรรยายถึงคนส่วนใหญ่ปัจจุบันน้ี พวกเขาพเนจรไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย

เราเป็นผลผลิตของอดีต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโทษของมัน พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดโดยอดีตของคุณ พระองค์ทรงเปลี่ยนฆาตกรนามว่าโมเสสให้เป็นผู้นำและชายขี้ขลาดชื่อกิเดโอนให้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ และพระองค์สามารถทำสิ่งอัศจรรย์กับชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณเช่นกัน พระเจ้าทรงเชี่ยวชาญในการให้โอกาสมนุษย์ได้เริ่มต้นใหม่ พระคัมภีร์กล่าวว่า "ผู้ที่ได้รับการยกโทษให้พ้นผิดก็มีความสุขยิ่งนัก…คนที่ได้สารภาพความบาปของเขาและพระเจ้าทรงลบล้างประวัติให้ก็โล่งใจอย่างแท้จริง" สดุดี 32:1-2 (LB)

คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความแค้นและความโกรธ พวกเขากำความเจ็บปวดไว้และไม่ยอมลืมมัน แทนที่จะปลดปล่อยความเจ็บปวดด้วยการยกโทษ พวกเขากลับทบทวนมันในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนถูกความแค้นใจผลักดันจะ "เก็บกด" และบ่มความโกรธไว้ภายใน ขณะที่บางคนก็ "ระเบิด" มันออกมาใส่คนอื่น การตอบสนองทั้งสองแบบล้วนไม่ส่งผลดีและไม่เป็นประโยชน์

ความแค้นใจมักจะทำให้คุณเจ็บมากยิ่งกว่าคู่กรณีของคุณ บางทีคนที่ทำร้ายคุณอาจลืมความผิดไปแล้ว และใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่คุณก็ยังคงกลัดกลุ้มอยู่กับความเจ็บปวดและฝังใจกับอดีตต่อไป

ฟังนะครับ คนที่ทำให้คุณเจ็บปวดในอดีตจะไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดในปัจจุบันได้ นอกเสียจากคุณจะกำความเจ็บปวดไว้ด้วยความแค้น อดีตก็คืออดีต ! ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนมันได้ คุณรังแต่จะทำร้ายตัวเองด้วยความข่มขื่นนั้น ดังนั้น เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของคุณเอง จงเรียนรู้จากมัน แล้วลืมมันเสีย พระคัมภีร์กล่าวว่า "ความกังวล และการกลัดกลุ้มด้วยความคับแค้น คือการกระทำที่โง่เขลาไร้สาระ" โยบ 5:2 (TEV)

คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยชีวิตด้วยความกลัว ความกลัวอาจจะเป็นผลจากประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว ความคาดหวังที่ไม่สมจริง การเติบโตขึ้นมาในบ้านที่เข้มงวดมาก หรือแม้แต่ความโน้มเอียงทางพันธุกรรม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด คนที่ถูกความกลัวผลักดันมักจะพลาดโอกาสสำคัญ ๆ เพราะการกลัวความเสี่ยง เขาเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อน โดยหลีกเลี่ยงการเสี่ยง และพยายามรักษาสิ่งต่าง ๆ ไว้ในสภาพเดิม ๆ

ความกลัวคือคุกที่สร้างไว้ขังตัวเอง ซึ่งจะขัดขวางคุณไม่ให้เป็นอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้คุณเป็น คุณต้องสู้กับมันด้วยอาวุธแห่งความเชื่อและความรัก พระคัมภีร์กล่าวว่า "ความรักที่สมบูรณ์ขจัดความกลัว เนื่องจากความกลัวทำให้พิกลพิการ ดั้งนั้นชีวิตที่เต็มไปด้วยความกลัว ไม่ว่าจะกลัวตายหรือกลัวถูกลงโทษ จึงเป็นชีวิตที่ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์" (1 ยอห์น 4:18 Msg)

คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยวัตถุนิยม ความปราถนาที่จะมีสิ่งของได้กลายเป็นเป้าหมายทั้งหมดของชีวิต แรงผลักดันที่อยากจะมีสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น เกิดจากความเข้าใจผิดที่คิดว่าการมีมากขึ้นจะทำให้ฉันมีความสุข เป็นคนสำคัญ และมั่งคงยิ่งขึ้น แต่ความคิดทั้งสามประการนี้ล้วนไม่ถูกต้อง ทรัพย์สมบัติให้ได้เพียงความสุขชั่วคราวเพราะแม้สิ่งต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในที่สุด เราก็จะเบื่อหน่ายสิ่งเหล่านั้น แล้วก็จะอยากได้สิ่งที่ใหม่กว่า ใหญ่กว่า และดีกว่า

ความเชื่อผิด ๆ ในเรื่องเงินทองซึ่งแพร่หลายที่สุดก็คือ ถ้ามีมากขึ้นฉันก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น มันไม่ใช่เช่นนั้น ความมั่งมีสามารถสูญไปในทันทีด้วยปัจจัยหลากหลายที่ควบคุบไม่ได้ ความมั่งคงแท้มีอยู่ในสิ่งที่ไม่มีวันพรากจากคุณได้ นั่นคือความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า

คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความต้องการเป็นที่ยอมรับ พวกเขายอมให้ความคาดหวังของพ่อแม่ คู่ครอง ลูก ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อน ๆ ควบคุมชีวิต ผู้ใหญ่หลายคนยังพยายามแสวงหาการยอมรับจากพ่อแม่ที่ไม่มีวันพึงพอใจเขา บางคนก็ถูกผลักดันโดยความกดดันจากเพื่อน ๆ และกังวลอยู่เสนอว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร น่าเสียดาย เพราะคนที่ทำตามฝูงชนมักจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

ผมไม่ได้รู้เคล็ดลับสู่ความสำเร็จทุกอย่าง แต่เคล็ดลับสู่ความล้มเหลวประการหนึ่งคือ การพยายามทำให้ทุกคนพอใจ การถูกความคิดเห็นของคนอื่นควบคุมคือ วิธีการอันแน่นอนที่พลาดจากพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณ พระเยซูตรัสว่า "ไม่มีใครรับใช้เจ้านายสองคนในเวลาเดียวกันได้" (มัทธิว 6:24 อ่านเข้าใจง่าย)

ยังมีแรงผลักดันอื่น ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนชีวิตของคุณแต่ทุกอย่างล้วนนำไปสู่ทางตัน ได้แก่ การไม่ได้ใช้ศักยภาพ ความเคลียดโดยไม่จำเป็น และชีวิตที่รู้สึกไม่พึงพอใจ

การเดินทางสี่สิบวันนี้ จะแสดงให้คุณเห็นวิธีดำเนินชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ ซึ่งก็คือชีวิตที่ได้รับการนำ ควบคุม และบอกทิศทางโดยพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่าการรู้จักพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของคุณ และไม่มีสิ่งใดสามารถชดเชยการไม่รู้จักพระประสงค์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรือความสุข ถ้าปราศจากวัตถุประสงค์ ชีวิตก็คือการเคลื่อนไหวโดยไร้ความหมาย กิจกรรมที่ปราศจากทิศทาง และเหตุการณ์ที่ไม่มีเหตุผล ถ้าปราศจากวัตถุประสงค์ ชีวิตก็เป็นเรื่องสัพเพเหระ เล็กน้อย และไร้ความหมาย

ประโยชน์ของชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์นั้นมีประโยชน์สำคัญห้าประการคือ

การรู้วัตถุประสงค์ทำให้ชีวิตคุณมีความหมาย เราถูกสร้างมาให้มีความหมาย นี้คือเหตุผลที่มนุษย์ลองวิธีการอันคลุมเครืออย่างโหราศาสตร์หรือคนทรง เพื่อค้นหาวัตถุประสงค์เมื่อชีวิตมีความหมาย คุณจะสามารถทนได้เกือบทุกสิ่ง แต่ถ้าไม่มี คุณก็จะทนอะไรไม่ได้เลย

ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าคนหนึ่งเขียนว่า "ผมรู้สึกล้มเหลว เพราะผมดิ้นรนที่จะเป็นบางสิ่งบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ที่ผมรู้ก็แค่ใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ สักวัน ถ้าผมค้นพบจุดหมายของผม ผมก็คงรู้สึกว่าได้เริ่มชีวิตอย่างจริง ๆ ซะที"

ถ้าปราศจากพระเจ้า ชีวิตก็ไม่มีวัตถุประสงค์ และถ้าปราศจากวัตถุประสงค์ ชีวิตก็ไม่มีความหมาย ถ้าปราศจากความหมาย ชีวิตก็ไม่มีความสำคัญหรือความหวัง ในพระคัมภีร์มีหลายคนบรรยายถึงความสิ้นหวังนี้ อิสยาห์บ่นว่า "ข้าพเจ้าได้ทำงานเปล่าดาย ข้าพเจ้าเปลืองแรงของข้าพเจ้าเปล่า ๆ" (อิสยาห์ 49:4) โยบกล่าวว่า "วันผ่านไปไร้หวังนั่งตาปรอยเร็วกว่ารอยกระสวยพุ่งมุ่งหน้าทอ" (โยบ 7:6 ประชานิยม) และกล่าวว่า "ข้ายอมแพ้ เพราะแสนเบื่อเมื่ออยู่ไป ปล่อยข้าลำพังยังดีถม ชีวิตข้าสูญสลายไร้ชื่นชมทุกข์ระทมสิ้นหวังพังทลาย" (โยบ 7:16 ประชานิยม) โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดนั้นไม่ใช่ความตาย แต่เป็นชีวิตที่ปราศจากวัตถุประสงค์

ความหวังมีความสำคัญต่อชีวิตคุณเช่นเดียวกับอากาศและน้ำ คุณต้องการความหวังเพื่อรับมือกับชีวิต ดร. เบอร์นี่ ซีเกล พบว่าเขาสามารถคาดคะเนว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งคนไหนจะอาการทุเลาโดยการถามว่า "คุณอยากจะอยู่ถึงร้อยปีไหม" คนที่มีความเข้าใจลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตจะตอบว่าอยาก และเป็นพวกที่มีโอกาสรอดสูง ความหวังเกิดจากการมีวัตถุประสงค์

ถ้าคุณกำลังรู้สึกสิ้นหวัง ขอให้อดทนไว้ก่อน การเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยมกำลังจะเกิดขึ้นในชีวิตคุณ เมื่อคุณเริ่มใช้ชีวิตตามวัตถุประสงค์ พระเจ้าตรัสว่า "เราแต่ผู้เดียวที่รู้แผนการที่เราจัดไว้เพื่อเจ้า เป็นแผนการที่จะให้เจ้าเจริญรุ่งเรือน ไม่ใช่ให้พินาศ เป็นแผนการที่จะให้เจ้ามีอนาคตสวยสดงดงามตามที่หวังไว้" (เยเรมีย์ 29:11 ประชานิยม) คุณอาจจะรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากเกินจะแก้ไข หากแต่พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระเจ้า…สามารถทำได้มากกว่าที่เรากล้าที่จะทูลขอหรือฝันถึง และทำได้ชนิดไม่มีขอบเขตจำกัด เกินกว่าคำอธิษฐาน ความปราถนา ความคิด หรือความหวังอันสูงสุดของเรา" (เอเฟซัส 3:20 LB)

การรู้วัตถุประสงค์ทำให้ชีวิตคุณเรียบง่ายขึ้น มันช่วยกำหนดสิ่งที่คุณจะทำและไม่ทำ วัตถ์ประสงค์กลายเป็นมาตรฐานที่คุณใช้ประเมิณว่ากิจกรรมใดสำคัญและไม่สำคัญ คุณเพียงแต่ถามว่า "กิจกรรมนี้ช่วยให้ฉันบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตฉันหรือไม่"

ถ้าปราศจากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คุณก็จะไม่มีพื้นฐานที่ใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ จัดสรรเวลา และใช้ทรัพยกร คุณจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจไปตามสถานการณ์ ความกดดัน และอารมณ์ในเวลานั้น คนที่ไม่รู้วัตถุประสงค์มักพยายามทำสิ่งต่าง ๆ มากเกินไปซึ่งทำให้เกิดความเคลียด ความอ่อนล้า และความขัดแย้ง

เป็นไปไม่ได้ที่จะทำทุกสิ่งที่คนอื่นต้องการให้คุณทำ คุณมีเวลาเพียงพอที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น ถ้าคุณไม่สามารถทำให้เสร็จหมดทุกอย่าง นั่นหมายความว่า คุณพยายามทำมากเกินกว่าที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้คุณทำ (หรืออาจเป็นเพราะคุณดูโทรทัศน์มากเกินไป) ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์จะนำไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายขึ้นและตารางเวลาที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม พระคัมภีร์กล่าวว่า "ชีวิตที่เสแสร้งและโอ้อวด เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่ายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์" (สุภาษิต 13:7 Msg) และมันยังนำไปสู่จิตใจที่สงบ "พระเจ้า พระองค์ทรงประทานสันติสุขสมบูรณ์แก่ผู้ที่รักษาวัตถุประสงค์ของเขาอย่างมั่นคงและวางใจในพระองค์" (อิสยาห์ 26:3 TEV)

การรู้วัตถุประสงค์ทำให้ชีวิตคุณจดจ่อ มันช่วยรวบรวมความพยายามและพลังของคุณ เพื่อทำสิ่งที่สำคัญ คุณจะมีประสิทธิภาพเมื่อคุณรู้จักเลือก

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไขว้เขวด้วยเรื่องเล็กน้อย เราเล่นเกมไขว่คว้าเรื่องสัพเพเหระกับชีวิตเรา เฮ็นรี่ เดวิด เธอโรสังเกตว่า มนุษย์ใช้ชีวิตแบบ "สิ้นหวังอย่างเงียบ ๆ" แต่วันนี้ คำบรรยายที่ดีกว่าคือ ไขว้เขวอย่างไร้จุดหมาย หลายคนเป็นเหมือนลูกข่างคือหนุนเร็วอย่างบ้าคลั่ง แต่ไปไม่ถึงไหน

ถ้าปราศจากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คุณก็จะเปลี่ยนทิศทาง งาน ความสัมพันธ์ คริสตจักร หรือสิ่งภายนอกอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยหวังว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะยุติความสับสนหรือเติมความว่างเปล่าในจิตใจคุณ คุณคิดว่า บางทีครั้งน้ีอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่มันก็ไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง อันได้แก่ การขาดจุดศูนย์รวมความสนใจ และขาดวัตถุประสงค์

พระคัมภีร์กล่าวว่า "อย่าใช้ชีวิตแบบปล่อยตัวไร้ความคิด แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระเป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร" (เอเฟซัส 5:17 Msg)

พลังของการจดจ่อนั้นสามารถเห็นได้จากแสง แสงที่กระจัดกระจายมีพลังหรือผลกระทบน้อย แต่คุณสามารถรวบรวมพลังงานของมัน โดยการบังคับมันสู่จุดศูนย์รวม และด้วยแว่นขยายรังสีของดวงอาทิตย์ก็จะสามารถรวมกันเพื่อจุดไฟเผาหญ้าหรือกระดาษได้ และเมื่อแสงรวมกันเข้มข้นกว่านั้นอย่างแสงเลเซอร์ มันก็สามารถตัดโลหะได้

ไม่มีอะไรที่มีสมรรถภาพเท่ากับชีวิตที่จดจ่อ หรือชีวิตที่อยู่ด้วยวัตถุประสงค์ ชายและหญิงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ล้วนเป็นผู้ที่จดจ่อมากที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น อัครทูตเปาโลเผยแพร่ความเชื่อของคริสเตียนไปทั่วจักรวรรดิโรมแทบจะด้วยตัวคนเดียว เคล็ดลับของท่านคือชีวิตที่จดจ่อ ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อทำสิ่งเดียวคือลืมอดีตและมุ่งไปหาสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า" (ฟีลิปปี 3:13 NIT)

การรู้จักวัตถุประสงค์ช่วยกระตุ้นชีวิตคุณ วัตถุประสงค์มักจะทำให้เกิดความกระตือรือร้น ไม่มีสิ่งใดกระตุ้นให้เกิดพลังได้เหมือนกับวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ในทางกลับกัน ความกระตือรือร้นจะหายไปเม่ือคุณขาดวัตถุประสงค์ เพียงแค่การลุกจากเตียงก็จะกลายเป็นกิจวัตรที่หนักหนา งานที่หนักเกินไปไม่ได้ทำให้เราหมดแรง แต่สิ่งที่ดูดพลังและชิงเอาความชื่นชมยินดีไปจากเราคือ งานที่ไม่มีความหมาย

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ เขียนไว้ว่า "นี่คือความยินดีที่แท้จริงในชีวิตคือ การที่ตัวเราถูกใช้ไปทั้งหมด เพื่อวัตถุประสงค์ที่ตัวคุณเองยอมรับว่าสำคัญคือ การเป็นพลังของธรรมชาติแทนที่จะเป็นกาฝากอมโรคอมทุกข์ ที่คอยบ่นว่าโลกนี้ไม่ยอมทุ่มเทเพื่อทำให้คุณมีความสุข"

การรู้วัตถุประสงค์เตรียมคุณสำหรับชีวิตนิรันดร์ หลายคนใช้ชีวิตเพื่อพยายามสร้างมรดกที่ถาวรบนโลกนี้ พวกเขาอยากให้คนอื่นจดจำเมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดจะไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นพูดถึงชีวิตคุณ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับคุณ สิ่งที่ผู้คนไม่ตระหนักก็คือ ในที่สุดแล้ว ความสำเร็จทั้งสิ้นก็จะมีคนทำได้เหนือกว่า สถิติจะถูกทำลาย ชื่อเสียงเลือนหายไป และคำสรรเสริญก็จะถูกลืม เป้าหมายของเจมส์ ด๊อบสัน ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยคือ เป็นแชมป์เทนนิสของมหาวิทยาลัย ท่านรู้สึกภูมิใจเมื่อถ้วยรางวัลของท่านถูกจัดวางไว้ในตู้แสดงถ้วยรางวัลของมหาวิทยาลัย หลายปีต่อมา มีคนส่งถ้วยนั้นมาให้ท่านทางไปรษณีย์ เพราะพบมันในถังขยะ เมื่อทางมหาวิทยาลัยทำการก่อสร้างปรับปรุง ด๊อบสันกล่าวว่า "ถ้ามีเวลานานพอ ถ้วยรางวัลทุกชิ้นของคุณก็จะถูกคนอื่นทิ้งลงถังขยะ"

การมีชีวิตเพื่อสร้างมรดกบนโลกนี้เป็นเป้าหมายแบบคนคิดสั้น วิธีใช้เวลาที่ฉลาดกว่าคือ การสร้างมรดกนิรันดร์ พระเจ้าไม่ได้ให้คุณมาอยู่ในโลกเพื่อผู้คนจะจดจำ แต่เพื่อเตรียมคุณสำหรับนิรันดรกาล

วันหนึ่ง คุณจะยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระองค์จะทรงตรวจสอบชีวิตคุณ เป็นการสอบไล่ก่อนจะเข้าสู่นิรันดรกาล พระคัมภีร์กล่าวว่า "เพราะว่าเราทุกคน ต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า… ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า" (โรม 14:10ข, 12) ยังดีที่พระเจ้าต้องการให้คุณผ่านการสอบนี้ ดังนั้น พระองค์จึงประทานข้อสอบให้คุณล่วงหน้าจากพระคัมภีร์ เราสามารถคาดหมายล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะทรงถามคำถามสำคัญสองข้อคือ

ข้อแรก "เจ้าทำอย่างไรกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของเรา" พระเจ้าจะไม่ถามถึงภูมิหลังทางศาสนา หรือหลักข้อเชื่อของคุณ สิ่งเดียวที่สำคัญคือคุณได้ยอมรับสิ่งที่พระเยซูทรงทำเพื่อคุณ และคุณได้เรียนรู้ที่จะรักและวางใจพระองค์หรือไม่ พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นทางนั้นเป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา" (ยอห์น 14:6)

ข้อที่สอง "เจ้าทำอะไรกับสิ่งที่เราให้แก่เจ้า" คุณทำอะไรกับชีวิต ของประทาน ความสามารถ โอกาส กำลัง ความสัมพันธ์ และทรัพยากรที่พระเจ้าประทานแก่คุณ คุณใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อตัวคุณเอง หรือคุณใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างคุณมา

เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือการเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับสองคำถาม คำถามแรกจะกำหนดว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในนิรันดรกาล คำถามที่สองจะกำหนดว่า คุณจะทำอะไรในนิรันดรกาล เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณจะพร้อมที่จะตอบคำถามทั้งสองข้อ

วันที่ 3 คิดถึงวัตถุประสงค์ของฉัน

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ: การดำเนินด้วยวัตถุประสงค์คือหนทางสู่สันติสุข

ข้อพระคัมภีร์สำหรับท่องจำ: "พระเจ้า พระองค์ประทานสันติสุขสมบูรณ์แก่ผู้ที่รักษาวัตถุประสงค์ของเขาอย่างมั่นคงและวางใจในพระองค์" อิสยาห์ 26:3 (TEV)

คำถามสำหรับการพิจารณา: ครอบครัวและเพื่อนๆ จะบอกว่าอะไรคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตของฉัน แล้วฉันต้องการให้สิ่งนั้นเป็นอะไร

9 ความคิดเห็น:

  1. "เราเป็นทางนั้นเป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา" (ยอห์น 14:6)

    ผมขอตีความว่า

    "เราเป็นทางนั้นเป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดเข้าบ้านพระเจ้าได้นอกจากสนิทกับเจ้าของบ้าน"

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณพระเจ้าที่มีบล็อคเช่นนี้ครับ ขอพระเจ้าอวยพระพร น้องอรัญครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ เล่มสอง ทำเสร็จแล้วครับ
      http://thepurposedrivenchurch.blogspot.com/
      อ่านให้ได้นะครับ แล้วส่งต่อให้เพื่อน ๆ อ่านด้วย

      ลบ
  3. ครับ ตอนนี้ผมใช้จัดรายการวิทยุ 15 นาที(ย่อๆสรุปเอาครับ) พยายามใช้ภาษาธรรมดา หลีกเลี่ยงศัพท์ศาสนาให้มาก อยากจะทำเป็นพอดแคสสักวันหนึ่งครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ภาษายิ่งง่ายคนก็ยิ่งเข้าใจ และเมื่อเขาเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่สูงจนคนธรรมดาไปไม่ถึง คนธรรมดานับล้านก็จะเปิดใจให้พระเจ้าเดินเข้ามาหาเขาได้ ผมปราถนาที่จะได้ยินได้ฟังได้พูดคุยกับพี่ Beaver หากพี่จะสะดวกใจติดต่อผมมาทาง aran.zion@gmail.com นี้เราจะได้คุยกันมากขึ้น

      ลบ
  4. วันคริสตมาส ผมจะบอกว่า เป็นวันที่พระเจ้ามาเกิดเป็นคน มารับรู้และนำทางมนุษย์ที่พระเจ้าสร้างนี้ให้กลับไปสู่แผนการณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าที่มีไว้ให้เขาตามพระประสงค์ดั้งเดิม เรื่องพระเจ้าจะมาเป็นคนนี้มีคำสอนในหลายๆศาสนาด้วยครับ หลายๆศาสนาก็รอคอยพระเจ้าที่จะมาเป็นคน มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาอยู่ครับ ผมพยายามใช้ภาษานอกกรอบคริสตศาสนาให้คนธรรมดาเข้าใจครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ผมขอเสนออะไรสักหน่อยนะครับ คนส่วนใหญ่ไม่สนใจหรอกว่าเรามีความรู้เรื่องอะไร เขาสนใจว่าเราสนใจตัวเขามากแค่ไหน และการสนใจในตัวเขาแสดงออกโดยการรับฟังเขา ให้โอกาสให้เขาพูดให้โอกาสให้เขาระบาย ดังนั้นการประกาศจึงเป็นงานที่ต้องใช้เวลา เมื่อเราฟังเขาแล้วเขาจะวางใจเราเพราะเขาเข้าใจว่าเรารู้จักเขาจริงๆ การประกาศจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้วางใจเราก่อนแล้วให้เขาได้คุยกับพระเจ้าเองส่วนตัวทุกเรื่องได้ เมื่อเขาคุยกับพระเจ้ามากๆ เขาก็จะวางใจพระเจ้า และนำไปสู่การมอบชีวิตให้พระเจ้านำทาง

      ลบ